Header Ads

ภาคประชาชนยื่น 5 ข้อเรียกร้อง ล่ารายชื่อรื้อกฎหมายควบคุมสถานบันเทิง หลังไฟไหม้โรงเบียร์ดับทะลุ 30 ศพ

 

ภาคประชาชน เหยื่อผู้เคยสูญเสียร่วมกันทำกิจกรรมไว้อาลัย เหตุไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว  ฉะกฎหมายไทยเอื้อศรีธนชัย ขออนุญาตร้านอาหาร แต่เปิดบริการกึ่งผับเลี่ยงมาตรฐานสถานบริการ จี้ 5 ข้อเร่งดำเนินการ ด้าน “พ่อเหยื่อรถบัสนักเรียนไฟไหม้” สุดสะเทือนใจ ชี้เหตุการณ์แตกต่าง แต่ต้นตอ เหมือนกัน หละหลวมมาตรฐานความปลอดภัย ให้กำลังใจผู้สูญเสีย ขอให้ชดเชยเป็นธรรม เยียวยาจิตใจต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าล่ารายชื่อแก้กฎหมาย 

 

วันที่ 15 กรกฎาคม ภาคีเครือข่ายร่วมกับเครือข่ายพลังผู้สูญเสีย ร่วมกันวางดอกไม้ไว้อาลัยต่อผู้สูญเสียเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว พร้อมอ่านแถลงการณ์ แสดงความเสียใจและส่งพลังให้ผู้บาดเจ็บ และเรียกร้องการจัดระเบียบสถานบริการ สถานประกอบการที่คล้ายสถานบริการทั่วประเทศ จัดระบบโซนนิ่งใหม่ที่สอดคล้องความเป็นจริง ปิดการรับส่วย ด้วยการแก้ไขพ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ. 2509 ที่ประชาชนมีส่วนร่วม และทบทวนการขยายเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถึงตี 4  


นายมหาโภคัย  ขำกระแสร์ บิดาของ ด.ช.ณัฐพงศ์ ขำกระแสร์ (น้องปูอัด) ซึ่งเสียชีวิตจากเหตุการณ์ไฟไหม้รถบัสทัศนศึกษาของโรงเรียนวัดเขาพระยาจังหาร จังหวัดอุทัยธานี กล่าวว่า ตนเห็นข่าวแล้วไม่กล้าดูเลย เพราะตนก็เป็นหนึ่งในครอบครัวเหยื่อผู้สูญเสียจากเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่เหมือนกัน แม้ว่าลักษณะการเกิดจะไม่เหมือนกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันคือเรื่องมาตรฐานความปลอดภัย ทั้งรถบัสทัศนศึกษาที่ไม่สามารถเปิดประตูฉุกเฉินได้ และเหตุการณ์ล่าสุดไฟไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ก็มีปัญหาเรื่องประตูหนีไฟเช่นเดียวกัน ดังนั้น ตนอยากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ให้ปฏิบัติตามกฎหมาย เรื่องรถ เมื่อถึงคราวตรวจสอบสภาพ ก็ต้องตรวจสอบจริง เอารถมาตรวจจริง ไม่ใช่แค่เอาเล่มรถ มาดำเนินการ ส่วนสถานบันเทิง ก็ต้องทำให้ถูกต้อง กฎหมายที่เกี่ยวข้องกำหนดให้ต้องมีมาตรฐานความปลอดภัยอย่างไรก็ต้องทำอย่างเคร่งครัด ไม่ใช่คิดว่าคงไม่มีอะไรเกิดขึ้น และส่วนที่สำคัญคือเจ้าหน้าที่ที่กำกับดูแล ก็ต้องกำกับให้เป็นไปตามกฎหมายด้วย ไม่ปล่อยปละละเลย หรือละเว้น สุดท้ายตนอยากฝากถึงผู้สูญเสียและครอบครัว  ถึงวันนี้ตนเองก็ยังทำใจไม่ได้ แต่ก็ขอให้ทุกคนเข้มแข็งเข้าไว้  แม้การจะผ่านช่วงเวลาไปในแต่ละวันให้ได้มันยากยิ่ง และต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูสภาพจิตใจอย่างมาก  ตนจึงอยากเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลสภาพจิตใจของบุคคลในครอบครัว และผู้บาดเจ็บอย่างใกล้ชิด  และต่อเนื่อง  การให้กำลังใจกันของคนรอบข้างมีความสำคัญมากจริงๆ ที่สำคัญผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บต้องได้รับการชดเชยที่เป็นธรรม


นายธีระ วัชรปราณี  ผอ.สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า(สคล.) กล่าวว่า ตนขอแสดงความเสียใจต่อผู้ได้รับบาดเจ็บ ผู้สูญเสีย และครอบครัวทุกครอบครัวจากเหตุการณ์เหตุเพลิงไหม้ร้าน “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว” ใกล้ซอยลาดพร้าว 1 เมื่อวันกลางดึกวันที่ 12 กรกฎาคม ทำให้มีผู้บาดเจ็บจำนวนมากและเสียชีวิตแล้วกว่า 30 ราย อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ใช่ครั้งแรก แต่มีการเกิดเหตุในลักษณะเดียวกันนี้มาแล้วอย่างน้อย 2ครั้ง คือไฟไหม้ซานติก้าผับ กรุงเทพฯ เมื่อปี 2552ในคืนเคาท์ดาวน์ ที่มีการจุดพลุหน้าเวที ทำให้เกิดเพลิงลุกไหม้และคนวิ่งหนีเหยียบกันและโดนไฟคลอกจนเสียชีวิต 67 ราย และเหตุไฟไหม้สถานบันเทิงเมาน์เทน บี จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2565 มีผู้เสียชีวิต 22 ราย ซึ่งสิ่งที่เหมือนกันคือทางหนีไฟที่น้อยและไม่เปิดใช้งานด้วยความประมาท

 

นายธีระ กล่าวต่อว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ยังได้สะท้อนถึงช่องว่างของกฎหมายที่เปิดโอกาสให้ดำเนินสถานประกอบการที่คล้ายสถานบริการ โดยใช้ใบอนุญาตร้านอาหาร แต่ให้บริการในรูปแบบร้านอาหารกึ่งผับ มีการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การแสดงดนตรีสด ฯลฯ ทั้ง ๆ ที่หากเป็นสถานบริการประเภทผับบาร์ จะมีมาตรฐานความปลอดภัยเข้มงวดกว่า รวมถึงมีการกำหนดโซนนิ่งด้วย ซึ่งปัจจุบันพบว่ามีร้านอาหารลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นจำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งก็เป็นเรื่องแปลกที่ไม่มีหน่วยงานใดระบุจำนวนที่แน่นอนได้     


“แม้เวลาจะผ่านไปหลายปี แต่โศกนาฏกรรมลักษณะเดียวกันยังคงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยยังมีช่องว่างด้านมาตรฐานความปลอดภัย การบังคับใช้กฎหมาย และการกำกับดูแลสถานประกอบการที่เปิดให้ประชาชนเข้าใช้บริการ ทุกครั้งที่เกิดเหตุ เรามักได้ยินคำว่าจะตรวจสอบ, จะดำเนินคดี และจะถอดบทเรียน จะไม่ให้เกิดขึ้นอีก แต่สุดท้าย ความสูญเสียก็ยังเกิดขึ้นกับประชาชนผู้บริสุทธิ์ ครอบครัวต้องสูญเสียคนที่รัก ผู้บาดเจ็บจำนวนมากต้องเผชิญผลกระทบทั้งร่างกาย จิตใจ และภาระทางเศรษฐกิจไปตลอดชีวิต” นายธีระ กล่าว


ขณะที่ นายธีรภัทร์  คหะวงศ์ ผู้ประสานงานภาคีเครือข่ายป้องกันและลดผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์  กล่าวว่า  เราจึงขอเรียกร้องต่อรัฐบาล ดังนี้ 1.ขอให้เร่งตรวจสอบความรับผิดของหน่วยงานรัฐและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องอย่างตรงไปตรงมา ทั้งในขั้นตอนการอนุญาต การต่ออายุใบอนุญาต การตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัย และการกำกับดูแลสถานประกอบการ หากพบการเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือปล่อยปละละเลย ต้องมีการดำเนินการทางวินัยและทางกฎหมายอย่างจริงจัง  รวมถึงตรวจสอบการกระทำการที่เสี่ยงต่อความผิดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 2.ขอให้ปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นอีก จัดการกับสถานประกอบการที่คล้ายสถานบริการและร้านอาหารที่มีการขออนุญาตให้เล่นดนตรีสด ตาม พ.ร.บ.สาธารณสุข ให้เข้าระบบ ทบทวนการจัดโซนนิ่งที่เป็นจริงสอดคล้องกับสภาพสังคม  และที่สำคัญคือปิดช่องว่างการเรียกรับส่วย การทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ  มีระบบกำกับดูแลอย่างตรวจสอบอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ภาคประชาชนเตรียมล่ารายชื่อเสนอร่างแก้ไขพ.ร.บ.ดังกล่าวต่อสภาในเร็วๆนี้ด้วย

 

นายธีรภัทร์  กล่าวต่อว่า ส่วน ข้อ 3.ขอให้ทบทวนนโยบายขยายเวลาการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสถานบริการจนถึงเวลา 04.00 น. เนื่องจากการเพิ่มชั่วโมงการดื่มมีแนวโน้มเพิ่มการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ลดความสามารถในการตัดสินใจและการควบคุมตนเอง ส่งผลให้ความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุทางถนน ความรุนแรง การบาดเจ็บและการเสียชีวิตเพิ่มขึ้น รวมทั้งเพิ่มภาระต่อระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินและหน่วยงานด้านความปลอดภัย อีกทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงในการที่บุคคลจะรับมือเหตุฉุกเฉินที่อาจจะเกิดขึ้น เมื่อยังไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่เพียงพอว่ามาตรการดังกล่าวก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจคุ้มค่ากับผลกระทบที่เกิดขึ้น จึงควรทบทวนนโยบายดังกล่าวเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ  4.ขอให้เร่งตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยของสถานบริการทั่วประเทศ รวมไปถึงสถานประกอบการที่คล้ายสถานบริการ เช่น ระบบป้องกันอัคคีภัย ทางหนีไฟ ความจุของสถานที่ และการฝึกซ้อมอพยพ เป็นต้น  และ 5. ขอให้เร่งจัดการระบบเยียวยาช่วยเหลือที่ครอบคลุม  ทั้งค่ารักษาพยาบาล การฟื้นฟูร่างกาย-สภาพจิตใจ และการชดเชยความเสียหายที่เป็นธรรมกับผู้สูญเสียและบาดเจ็บทั้งหมด รวมถึงลูกจ้างที่ทำงานในร้านและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกราย






No comments

Theme images by sololos. Powered by Blogger.