Header Ads

TechNOW#3 Low Carbon & Carbon Neutrality: โอกาสของประเทศไทยบนฐานวิจัย สวทช. สู่อนาคตยั่งยืน

TechNOW#3

Low Carbon & Carbon Neutrality: โอกาสของประเทศไทยบนฐานวิจัย สวทช. สู่อนาคตยั่งยืน


ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา “Low Carbon” และ “Carbon Neutrality” ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดเชิงสิ่งแวดล้อม แต่กลายเป็น “เงื่อนไขใหม่ของเศรษฐกิจโลก” ที่กำหนดทิศทางการค้า การลงทุน และความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ อย่างชัดเจน ประเทศไทยเองก็กำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ต้องเร่งขับเคลื่อนสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Economy) และเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในกรอบเวลาที่ท้าทาย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในฐานะ "เครื่องยนต์วิจัยของประเทศ" ได้เร่งพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่งานวิจัยพื้นฐาน เทคโนโลยีเชิงลึก ไปจนถึงการนำไปใช้จริงในภาคอุตสาหกรรมและสังคม

“ACAMP” แพลตฟอร์มดิจิทัล ตัวช่วยอัจฉริยะด้านบัญชีคาร์บอน

แนวโน้มของโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากการ “สมัครใจลดคาร์บอน” ไปสู่ “ข้อบังคับทางการค้า” โดยเฉพาะมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้า เช่น กลไกปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ของสหภาพยุโรป ที่กำหนดให้สินค้านำเข้าต้องเปิดเผยและอาจต้องชำระต้นทุนคาร์บอน ขณะเดียวกัน ตลาดโลกให้ความสำคัญกับ ESG มากขึ้น สิ่งเหล่านี้เป็นโอกาสสำหรับบริษัทที่บริหารจัดการคาร์บอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ “บัญชีคาร์บอน (Carbon Accounting)” กลายเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่ทุกองค์กรต้องมี 


อย่างไรก็ตาม การจัดทำบัญชีคาร์บอนที่มักมีความซับซ้อน ใช้เวลานาน และมีความคลาดเคลื่อนสูง จนกลายเป็น Pain Point สำคัญของภาคธุรกิจ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค สวทช.) จึงได้พัฒนา แพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อบริหารคาร์บอน (ACAMP) ขึ้นมาเป็นตัวช่วยสำคัญให้องค์กรสามารถรวบรวม วิเคราะห์ และรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้แบบอัตโนมัติ โดยบูรณาการข้อมูลตั้งแต่ระดับอุปกรณ์ IoT หน้างาน เข้าสู่ระบบ Cloud Platform เพื่อวิเคราะห์ผลแบบเรียลไทม์ ทำให้สามารถระบุ “แหล่งปล่อยหลัก” และวางแผนลดคาร์บอนได้อย่างแม่นยำ พร้อมรองรับการยื่นขอการรับรองและการทวนสอบตามมาตรฐาน ACAMP จึงนับเป็น “เครื่องมือเชิงกลยุทธ์” ของภาคธุรกิจไทย ในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและลดต้นทุนในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน


ลดขยะ = ลดคาร์บอน กับธนาคารอาหารของประเทศไทย (Food Bank) 

นอกจากภาคอุตสาหกรรมแล้ว ภาคสังคมก็มีบทบาทสำคัญในการลดคาร์บอนเช่นกัน จากปริมาณขยะอาหารที่ประเทศไทยมีปีละเกือบ 10 ล้านตัน โดยใน 4 ล้านตันเป็นอาหารที่ยังนำไปบริโภคได้ ในขณะเดียวกันไทยยังมีประชากรบางกลุ่มที่ไม่สามารถเข้าถึงอาหารได้อย่างเหมาะสม ปัญหาขยะอาหารไม่เพียงแต่สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจ แต่ยังปล่อยก๊าซมีเทนที่ส่งผลต่อภาวะโลกร้อน สวทช. โดย ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) และ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ร่วมกับ มูลนิธิ SOS และพันธมิตรจากทั้งภาครัฐ  ภาคเอกชน และภาคประชาชน เดินหน้า “ธนาคารอาหาร (Food Bank)” ซึ่งเป็นแนวคิดแบบองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่รวบรวมและแจกจ่ายอาหารให้กับองค์กรการกุศลที่ให้ความช่วยเหลือกลุ่มผู้เปราะบางในสังคมประเภทต่าง ๆ อาทิ ผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ คนไร้บ้าน ชุมชนแออัด เด็กกำพร้า และผู้มีรายได้น้อย เพื่อเพิ่มการเข้าถึงอาหารและลดปัญหาความไม่มั่นคงทางอาหาร 


เครื่องมือสนับสนุนธนาคารอาหารของประเทศไทย (Food Bank) ของ สวทช. ได้แก่ แนวปฏิบัติด้านความปลอดภัยของอาหารบริจาค โดยไบโอเทค เป็นแนวปฏิบัติกลางที่เหมาะสมสำหรับกระบวนการบริจาคอาหารส่วนเกินของประเทศ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริจาคและผู้รับอาหารว่าอาหารจะมีความปลอดภัย, แพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับจับคู่ผู้บริจาคและผู้รับ โดยเนคเทค เป็นแพลตฟอร์มระบบปัญญาประดิษฐ์ในการจับคู่ความต้องการของผู้ให้และผู้รับ ที่สามารถแนะนำเส้นทางการบริจาค ลดภาระตัวกลางในการประสานงานและจัดเส้นทาง และแนะนำโภชนาการที่เหมาะสมให้กลุ่มผู้บริโภคได้ สุดท้ายคือ ฐานข้อมูลการปล่อยคาร์บอนของอาหารบริจาค โดยเอ็มเทค เป็นฐานข้อมูลเพื่อการตรวจสอบการปล่อยคาร์บอนและคำนวณคาร์บอนเครดิต จากโครงการสนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก (Low Emission Support Scheme: LESS) และข้อมูลการให้การรับรองโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction: T-VER)

สร้างอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำยุคใหม่ ด้วย “แพลตฟอร์ม Lookie Waste” 

นอกจากการบริหารจัดการขยะอาหารเพื่อการนำกลับมาใช้ประโยชน์แล้ว “ข้อมูล” และ “ระบบติดตามข้อมูล” ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในอนาคต ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค สวทช.) ภายใต้ทุนอุดหนุนวิจัยจากสำนักงบประมาณ และ United Nations Environment Programme (UNEP) พัฒนาแพลตฟอร์ม Lookie Waste สำหรับติดตามขยะอาหารและบรรจุภัณฑ์อาหารแบบครบวงจร เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการขยะอาหารอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง แพลตฟอร์มดังกล่าวถูกออกแบบให้เข้าถึงผู้ใช้งานในวงกว้าง ครอบคลุมตั้งแต่ภาคธุรกิจ ร้านอาหาร ร้านค้าปลีก ภาคครัวเรือน และผู้จัดการขยะ Lookie Waste ใช้งานง่ายผ่าน Mobile Platform พร้อมเทคโนโลยีการประมวลผลด้วยภาพถ่าย (Image Processing) เพื่อระบุปริมาณการเกิดและแหล่งกำเนิดขยะอาหารให้สามารถวิเคราะห์และบริหารจัดการได้อย่างตรงจุด


อีกทั้ง Lookie Waste สามารถประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการเกิดขยะอาหารและบรรจุภัณฑ์ในหน่วยเทียบเท่าคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2-eq) คาดการณ์ผลกระทบเชิงเศรษฐศาสตร์ด้วยมูลค่าอาหารที่ผู้บริโภคต้องสูญเสียไปโดยไม่จำเป็น ตลอดจนสะท้อนผลกระทบด้านสังคมผ่านคุณค่าทางโภชนาการและจำนวนเด็กที่หิวโหยที่อาจได้รับอาหารจากของที่เหลือทิ้งจากการบริโภคเหล่านั้น


แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางของโลกที่มองว่า “Waste is Resource” และสะท้อนบทบาทของข้อมูลดิจิทัลในฐานะกลไกสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำยุคใหม่ ซึ่งไม่เพียงมุ่งลดของเสียและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างความตระหนักในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค โดยมีเป้าหมายลดปริมาณขยะอาหารเพื่อมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป


นวัตกรรมเหล่านี้ เป็นส่วนหนึ่งที่ สวทช. ปูทางสร้าง “โครงสร้างพื้นฐานใหม่ของเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” รองรับแนวโน้มอนาคตที่การแข่งขันของประเทศจะไม่ได้วัดกันที่ GDP เท่านั้น แต่ “ความสามารถในการลดคาร์บอน” จะกลายเป็นอีกหนึ่งเงื่อนไขสำคัญซึ่งประเทศไทยกำลังเร่งวางรากฐานผ่านเครื่องมือสำคัญอย่าง วทน. หรือ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง


No comments

Theme images by sololos. Powered by Blogger.